รายงานโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านสำหรับผู้เรียนโรงเรียนบ้
รายงานโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านสำหรับผู้เรียนโรงเรียนบ้านหนองแปก

บทความรายงานโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านสำหรับผู้เรียนโรงเรียนบ้านหนองแปก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5

นางสาวทัศนีย์ แก้วงาม1

Tasnee Keawngam1


บทคัดย่อ

        รายงานโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านสำหรับผู้เรียนโรงเรียนบ้านหนองแปก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 มีวัตถุประสงค์เพื่อ (1) รายงาน การสร้างโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านสำหรับผู้เรียนโรงเรียนบ้านหนองแปก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 และ (2) รายงานผลการประเมินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านสำหรับผู้เรียนโรงเรียนบ้านหนองแปก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 โดยผู้รายงานแบ่งการรายงานออกเป็น 2 ระยะ คือ

  1. ระยะที่ 1 สร้างโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านสำหรับผู้เรียนโรงเรียนบ้านหนองแปก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5

2. ระยะที่ 2 ประเมินโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านสำหรับผู้เรียนโรงเรียนบ้านหนองแปก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5

ผลการรายงานสรุปได้ ดังนี้

  1. ได้โครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านสำหรับผู้เรียนโรงเรียนบ้านหนองแปก สังกัดสำนักงาน เขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ที่สามารถนำลงสู่การปฏิบัติได้จริง ซึ่งประกอบ ไปด้วยกิจกรรมเพื่อให้สามารถบูรณาการโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านสำหรับผู้เรียนไปใช้ให้ได้กับ ทุกกลุ่มสาระการเรียนรู้ ทั้งนี้ ให้ผู้เรียนมีนิสัยรักการอ่าน และสามารถนำความรู้จากการอ่านไปพัฒนาตนเอง ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา คือ กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่เน้นทักษะการอ่าน กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่เน้นการเผยแพร่ข่าวสาร กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่เน้นการแก้ไขและพัฒนา กิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านที่เน้นการพัฒนาทักษะอันต่อเนื่อง

  2. การดำเนินการโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านสำหรับผู้เรียนโรงเรียนบ้านหนองแปกสังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ในภาพรวม ประสบความสำเร็จ อยู่ในระดับมาก และเมื่อพิจารณาเป็นรายด้าน พบว่า มีระดับความสำเร็จอยู่ในระดับมากทุกด้าน โดยด้านการเรียนรู้และพัฒนาเป็นอันดับที่หนึ่ง รองลงมาด้านผู้เรียน ด้านกระบวนการภายใน และ ด้านการเงิน ตามลำดับ

  1. ผู้เรียนชั้นประถมศึกษาปีที่ 6 โรงเรียนบ้านหนองแปก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 มีคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในปีการศึกษา 2556 ส่วนใหญ่เพิ่มขึ้นจากปีการศึกษา 2555 โดยสามารถเรียงลำดับรายวิชาที่มีคะแนนเพิ่มขึ้นจากมากไปหาน้อย ได้แก่ วิชาวิทยาศาสตร์ (เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 18.10 คะแนน) วิชาคณิตศาสตร์ (เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 13.29 คะแนน) วิชาภาษาไทย (เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 7.26 คะแนน) วิชาการงานอาชีพและเทคโนโลยี (เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 6.50 คะแนน) วิชาศิลปะ (เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.76 คะแนน) และวิชาสุขศึกษาและพลศึกษา (เพิ่มขึ้นเฉลี่ย 4.12 คะแนน) ส่วนวิชาที่มีคะแนนเฉลี่ยผลการทดสอบทางการศึกษาระดับชาติขั้นพื้นฐาน (O-NET) ในปีการศึกษา 2556 ลดลงจากปีการศึกษา 2555 ได้แก่ วิชาภาษาอังกฤษ (ลดลงเฉลี่ย 6.70 คะแนน) วิชาสังคมศึกษา ศาสนาและวัฒนธรรม (ลดลงเฉลี่ย 2.17 คะแนน)



บทนำ

         ในการบริหารจัดการสถานศึกษา ซึ่งเป็นองค์กรทางสังคมที่ต้องเผชิญกับความเปลี่ยนแปลง ที่เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ สังคม การเมือง เทคโนโลยีสารสนเทศที่ทันสมัย รวมทั้งกฎระเบียบของการปฏิรูปการศึกษา ดังนั้น ในการบริหารจัดการสมัยใหม่จำเป็นต้องปรับเปลี่ยนสถานศึกษาให้เป็นองค์กรที่มีความคล่องตัว ปรับตัวได้ดี มีความพร้อมที่จะเรียนรู้ และเต็มไปด้วยการสร้างสรรค์ เพื่อสามารถตอบสนองทางเลือกของผู้รับบริการทางการศึกษาที่มีความเป็นตัวของตัวเองมากขึ้น ซึ่งสถานศึกษาในรูปองค์กรแบบใหม่ภายใต้การบริหารการเปลี่ยนแปลง ควรมีบุคลากรที่มีความเป็นครูมืออาชีพ สามารถแลกเปลี่ยนข้อมูลฐานความรู้ผ่านการดำเนินการตามโครงการ และกิจกรรมต่างๆ เพื่อช่วยในการพัฒนาผู้เรียนให้เกิดประสิทธิผลสูงสุดภายใต้การใช้การเรียนรู้เป็นฐาน โดยเฉพาะในเรื่องการปลูกฝังนิสัยรักการอ่านให้กับเด็กตั้งแต่อายุยังน้อย ซึ่งเด็กที่มีนิสัยรักการอ่านจะเป็นเด็กที่ฉลาด รอบรู้ มีความสามารถในการเรียนวิชาต่างๆ และที่สำคัญ ยังมีภูมิคุ้มกันชีวิตที่ดี เพราะองค์ความรู้ที่ผู้เรียนได้จากการอ่าน ยังสามารถนำไปพัฒนาตนเองได้อย่างรอบด้าน ทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา (กระทรวงศึกษาธิการ. 2548 : 97-98)

           สอดคล้องกับพระราชบัญญัติการศึกษาแห่งชาติพ..2542 แก้ไขเพิ่มเติม (ฉบับที่ 2) .. 2545 ที่กล่าวถึงการจัดการเรียนรู้ที่เน้นผู้เรียนเป็นสำคัญไว้ในหมวดที่ 4 แนวการจัดการศึกษา มาตรา 22 ระบุว่า การจัดการศึกษาต้องยึดหลักว่าผู้เรียนทุกคนมีความสามารถเรียนรู้และพัฒนาตนเองได้และถือว่าผู้เรียนมีความสำคัญที่สุด กระบวนการจัดการศึกษาต้องส่งเสริมให้ผู้เรียนสามารถมีพัฒนาการตามธรรมชาติและเต็มตามศักยภาพโดยคำนึงถึงความแตกต่างระหว่างบุคคล ฝึกทักษะกระบวนการคิด การจัดการ การเผชิญสถานการณ์ประยุกต์ความรู้มาใช้ เพื่อป้องกันและแก้ไขปัญหา จัดกิจกรรมให้ผู้เรียนได้เรียนรู้จากประสบการณ์จริง ฝึกปฏิบัติให้ทำได้ คิดเป็น ทำเป็น รักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง จัดการเรียนรู้ โดยผสมผสานสาระความรู้ด้านต่างๆ อย่างได้สัดส่วนสมดุลกัน รวมทั้งปลูกฝังคุณธรรมค่านิยมที่ดีงามและคุณลักษณะอันพึงประสงค์ไว้ในทุกวิชา ส่งเสริมสนับสนุนให้ครูสามารถจัดบรรยากาศ สภาพแวดล้อม สื่อการเรียนรู้ และอำนวยความสะดวกเพื่อให้ผู้เรียนเกิดการเรียนรู้และมีความรอบรู้ ทั้งนี้ครูและผู้เรียนอาจเรียนรู้ไปพร้อมกันจากสื่อการเรียนรู้และแหล่งวิทยาการประเภทต่างๆ และจัดการเรียนรู้ให้เกิดขึ้นได้ทุกเวลาทุกสถานที่ มีการประสานความร่วมมือกับบิดา มารดา ผู้ปกครอง และบุคคลในชุมชนทุกฝ่ายเพื่อร่วมกันพัฒนาผู้เรียนตามศักยภาพ (สำนักงานเลขาธิการสภาการศึกษา. 2548 : 1)

         นอกจากนั้น ในปัจจุบันหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 ได้ระบุถึงความสำคัญของการอ่านไว้ว่า เป็นกระบวนการทางสติปัญญาที่ผู้อ่านรับรู้ตัวอักษรหรือสัญลักษณ์ ตลอดจนค้นหาความหมาย ความเข้าใจ แล้วแปลความหมายเป็นความคิด ซึ่งต้องอาศัยประสบการณ์เดิมและจินตนาการของผู้อ่านเองมาช่วยพิจารณาความหมายของสิ่งที่อ่านนั้น จนเกิดเป็นความเข้าใจในที่สุด การอ่านเป็นการสื่อความหมายระหว่างผู้เขียนและผู้อ่าน โดยมีข้อเขียนเป็นสื่อกลาง หน้าที่ของผู้อ่านคือ การค้นคว้าหาความหมายจากข้อเขียนนั้นๆ ซึ่งในปัจจุบันสถานศึกษาทุกแห่งในประเทศไทยได้มุ่งเน้นการพัฒนาผู้เรียน โดยใช้โครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านของผู้เรียน เพื่อให้ผู้เรียนรักการอ่าน และเกิดการใฝ่รู้อย่างต่อเนื่อง (วิจิตร ศรีสอ้าน. 2551 : 10-13) มุ่งพัฒนาผู้เรียนให้มีความรู้ความสามารถ มีความรู้ความเข้าใจสารสนเทศต่างๆ ได้เป็น อย่างดี อันจะนำไปสู่การพัฒนาประเทศในที่สุด (กระทรวงศึกษาธิการ. 2551 : 32)

         อย่างไรก็ตามแม้ว่าหลักสูตรการศึกษา ขั้นพื้นฐาน พุทธศักราช 2551 จะพยายามมุ่งเน้นให้ผู้เรียนมีความสามารถในการติดต่อสื่อสาร คิดแก้ปัญหา ใช้เทคโนโลยี และมีทักษะชีวิตปลูกจิตสำนึกให้ผู้เรียนมีนิสัยรักการอ่าน แต่ในความเป็นจริงจากผลการสำรวจพฤติกรรมการอ่านหนังสือของเยาวชนไทยในเดือนกุมภาพันธ์ถึงเดือนมีนาคม 2554 (มหาวิทยาลัยอัสสัมชัน. 2554 : 18) พบว่า สาเหตุที่เด็กไทยไม่อ่านหนังสือ คือ ไม่มีเวลาว่าง (ร้อยละ 44.1) มีกิจกรรมอื่นที่น่าสนใจกว่า (ร้อยละ 29) หนังสือมีราคาแพง (ร้อยละ 25.2) ไม่รักการอ่าน (ร้อยละ 24.1) ไม่มีหนังสือที่สนใจ (ร้อยละ 22.9) หาซื้อหรือหายืมอ่านได้ยาก (ร้อยละ 16.4) หนังสือไม่ดึงดูดใจ (ร้อยละ 15.8) โดยกิจกรรมที่เยาวชนไทยชื่นชอบมากที่สุด คือ การคุยโทรศัพท์ การเล่นอินเตอร์เน็ต และการอ่านหนังสือ ตามลำดับ และเยาวชนไทยที่เป็นกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 65.5 ระบุว่า ดูโทรทัศน์ ดีวีดี มากกว่าอ่านหนังสือ เยาวชนไทยที่เป็นกลุ่มตัวอย่างร้อยละ 20.4 ระบุว่าส่วนใหญ่จะฟังวิทยุมากกว่าอ่านหนังสือ ประกอบกับในชีวิตจริงของเยาวชนไทยจะใช้เวลาส่วนหนึ่งศึกษาที่สถานศึกษา และใช้เวลาที่เหลืออยู่กับบ้านและชุมชน ซึ่งสิ่งแวดล้อมในชุมชนมิได้ช่วยกระตุ้นให้เยาวชนเกิดนิสัยรักการอ่านเหมือนอยู่ที่สถานศึกษา ดังจะเห็นได้ว่าในชุมชนส่วนใหญ่จะมีร้านเกมและร้านอาหารมากกว่าร้านหนังสือ และบางชุมชนไม่มีห้องสมุด จึงอาจกล่าวได้ว่าบทบาทของชุมชนมีส่วนสำคัญมากที่จะส่งเสริมและต่อยอดให้เยาวชนไทยรักการอ่านจนเป็นนิสัย ซึ่งจะส่งผลกระทบโดยตรงต่อการมีนิสัยรักการอ่าน และพัฒนาการของเยาวชนไทยทั้งทางด้านร่างกาย อารมณ์ สังคม และสติปัญญา ตามมา (แผนงานสร้างสุขภาวะเยาวชน. ... : 8)

           ดังนั้นสถานศึกษาจึงมีบทบาทที่สำคัญเป็นอย่างยิ่งในการปลูกจิตสำนึกให้เยาวชนมีนิสัยรัก การอ่านทุกประเภท ไม่จำเป็นต้องเฉพาะกับในเนื้อหาทางวิชาการเท่านั้น โดยทางสถานศึกษาต้องจัดโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่าน เพื่อให้ผู้เรียนเกิดความสนใจ เห็นความสำคัญของการอ่าน กระตุ้นให้ผู้เรียนอยากอ่านด้วยวิธีการอ่านที่ถูกต้อง ซึ่งโรงเรียนบ้านหนองแปก สังกัดสำนักงานเขตพื้นที่การศึกษาประถมศึกษาอุบลราชธานี เขต 5 ได้ดำเนินการโครงการส่งเสริมนิสัยรักการอ่านในสถานศึกษา โดยให้ความสำคัญกับวิธีการสร้างโครงการจัดกิจกรรมส่งเสริมนิสัยรักการอ่านสำหรับผู้เรียนโรงเรียน บ้านหนองแปก ที่มุ่งเน้นให้เกิดการบูรณาการกับการจัดการเรียนรู้ ใน 8 กลุ่มสาระการเรียนรู้ เพื่อให้ผู้เรียนอ่านเป็น กล่าวคือ ให้ผู้เรียนสามารถใช้ประสบการณ์เดิมและสิ่งที่ผู้เรียนรู้เกี่ยวกับเรื่องหรือหัวข้อที่จะอ่าน ให้ผู้เรียนสามารถกำหนดสิ่งที่ต้องการเรียนรู้ ให้ผู้เรียนสามารถเรียนรู้ได้จากเรื่องที่อ่าน และฝึกให้ผู้เรียนสามารถสรุปเรื่องที่อ่านออกมาเป็นแผนผังความคิด (Carr and Ogle. 1987 : 195) ซึ่งเป็นวิธีที่ช่วยพัฒนาความสามารถในการอ่านให้ผู้เรียนรู้สึกสนุกไปกับการอ่าน และเปลี่ยนทัศนคติที่ไม่ดีต่อการอ่าน ให้ผู้เรียนมีปฏิสัมพันธกับผูสอนและเพื่อนใน ชั้นเรียน มีความร